หนังใหม่ 2020 : A World of Married Couple

หนังใหม่ 2020 : A World of Married Couple เรียกว่าทุบกันแบบปั๊วะ ๆ ตั้งแต่ Ep แรกที่ออกอากาศและพีกขึ้นเรื่อย ๆ ยิงยาว 16 ตอนไม่มีแผ่วกับซีรีส์ผัว-เมียแห่งชาติ สะเทือนวงการเมียหลวงเมียน้อยที่ไม่มีการดึงทึ้งจิกตบ แต่เป็นการฟาดแบบจุก ๆ ของสงครามครอบครัวที่ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวชีวิตที่พลิกผันของ หมอจีและจุนยอง เมื่อเรื่องราวจะเข้มข้นและเรียลได้ขนาดนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าแม่จะฟาดเรตติ้งตอนจบไปแบบจุก ๆ ด้วยตัวเลข 31.669% (ในโซล) / 28.371% (ทั่วประเทศ)

เป็นการทำลายสถิติตัวเองด้วยเรตติ้งสูงที่สุดตั้งแต่ออกอากาศ และเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้วงการซีรีส์ เพราะนอกจากจะทำลายสถิติ SKY Castle ไปแบบเชิด ๆ แล้ว ยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของช่องเคเบิลในวงการโทรทัศน์เกาหลีเข้าไปอีก ดิฉันว่าป่านนี้ทีมงานคงยิ้มกันแก้มแตก…งานนี้ต้องฉลองอ่ะ อยู่เฉยกันไม่ได้แล้ว

ซีรีส์รีเมกทั้งหลายก็แน่นอนค่ะว่าเป็นการนำซีรีส์ต่างประเทศมารีเมก A World of Married Couple ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่นำเอา Doctor Foster ซีรีส์อังกฤษของช่อง BBC มารีเมกใหม่ แต่เป็นการรีเมกที่เข้าใจบริบทสังคมครอบครัว มีกลิ่นความเป็นเอเชียที่ไม่เพียงแต่จะแตะใจผู้ชมของเกาหลีแล้วยังลามเลยมาถึงฝั่งบ้านเราอีกด้วยที่ต่างก็ลุ้นและอินไปกับเนื้อหาที่ซีรีส์นำเสนอ จุดนี้ก็สร้างเสน่ห์ให้น่าติดตามได้อย่างง่าย ๆ

มีการรีเมกซีรีส์หลาย ๆ เรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร มิหนำซ้ำยังเกือบจะทำลายต้นฉบับเอาซะอีก เพราะขาดความใส่ใจในบริบททางสังคมของแต่ละประเทศ ความเป็นไปได้และความน่าจะเป็นในการที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่หลายต่อหลายครั้งขัดแย้งกับโครงเรื่องที่นำเสนอแต่ A World of Married Couple สอบผ่านเอามาก ๆ ในจุดนี้

หัวใจสำคัญของความบันเทิงในรูปแบบภาพยนตร​์ ละคร ซีรีส์ ก็ต้องมอบให้พล็อตเรื่องนี่ละ ถ้าพล็อตหลวมหรือมีช่วงไหนย้วยยับลงไปสักหน่อย การรับชมความบันเทิงก็อาจสะดุดและโดนเทเอาได้ง่าย ๆ จนถึงกับขนานนามว่าเป็นพล็อตห่วยแตก ซึ่งในเรื่องนี้คงต้องยกความดีความชอบให้ต้นฉบับเขาไปก่อน และปรบมือตรง ๆ กับทางเกาหลีที่หยิบพล็อตมาใช้อย่างถูกจริตและสมเกียรติ แถมยังใส่ใจไปถึงความเข้ากันดีเข้ากันได้กับบรรยากาศโดยรวมของประเทศตัวเอง เรียกว่าคุมโทนเอาไว้อย่างฉลาดและไม่หลุดคอนเซ็ปต์ที่ต้นฉบับได้ทำเอาไว้

บทแน่นและสมจริงจนกระทบความรู้สึก
ซีรีส์เรื่องนี้อาจทำให้ใครหลายคนจิตตกกับชะตากรรมของลูกชาย หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจการกระทำสะท้อนกลับในการที่เด็กได้รับผลกระทบจากผู้ใหญ่ แต่เชื่อเถอะว่าเหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นในซีรีส์เรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อย่างง่าย ๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ฟาดฟันกันแต่ผลสุดท้ายคนที่บาดเจ็บกับเรื่องนี้มากที่สุดคือเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

เรื่องนี้ได้ให้บทเรียนกับพ่อและแม่ รวมไปถึงคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็น ดาคยอง ผู้รับบทเมียน้อยอย่างตั้งใจ รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ ปล่อยให้ความหลงไหลอยู่เหนือศีลธรรมจนยอมทำลายครอบครัวของคนอื่นอย่างตั้งใจจนสุดท้ายผลกรรมก็ตอบสนองอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะคนดูอย่างเรา ๆ ก็สามารถคล้อยตามได้ว่า การตัดสินใจไม่มีอะไรถูกร้อยเปอร์เซนต์และไม่มีอะไรผิดจนยากจะเกินเข้าใจ มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราพร้อมจะรับมือกับการตัดสินใจครั้งนั้นมากน้อยแค่ไหน ธงเด่นในเรื่องคือการเอาคืนเพื่อล้างแผลในใจของตัวเอง การโตกลับเพื่อการครอบครองในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จนลืมนึกถึงหัวใจที่บอบบางของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง สุดท้ายบทเรียนที่ได้รับก็มีเวลาที่ทุกคนต้องจ่ายราคา

ก็ต้องยอมรับว่าเวอร์ชันนี้ผู้เขียนบทเหมือนไปนั่งอยู่ในใจของตัวละคร เราสามารถเข้าใจการกระทำของทุกตัวละครได้ง่าย ๆ สามคนที่เป็นเมนหลักคือ พ่อ แม่ ลูก เมียน้อยที่ก้าวเข้ามาในชีวิตจนกลายเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นแม่ของเจนนี่ เพื่อนฝูงรอบตัวที่ชีวิตและการตัดสินใจต่างมีเหตุอันน่าจะเป็น จากความเรียลที่เกิดขึ้น ทุกเหตุการณ์ทุกความคิดและการกระทำ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริงที่เราเห็นกันดาษดื่น

เมื่อความไว้ใจไม่หลงเหลือ เมื่อความรักถูกทำลายและความน่าเชื่อถือได้หมดไปแล้ว ท่ามกลางพายุที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น จุนยองได้สอนพ่อกับแม่ของเขาชนิดที่เขาทั้งคู่ต้องยอมจำนน ดูให้ถึงตอนจบกันนะคะ เพราะมันจริงในจริง

ความเรียลของซีรีส์เรื่องนี้คือไม่มีส่วนไหนเกินจริงไปเลย ในส่วนนี้ก็ทำให้คนดูรับรู้ความรู้สึกของตัวละครและมีส่วนร่วมไปด้วยกันได้โดยง่าย เมื่อครอบครัวเริ่มต้นจากคนสองคน แน่นอนว่าหลังจากนี้เราจะไม่มีเพียงกันและกันอีกต่อไป แต่ทุกครอบครัวจะมีกันและกันและใครต่อใครอีกมากมายให้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากความรักของคู่ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่มาพร้อมคำว่ารับผิดชอบและแน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้ล้วนมีกฎเกณฑ์

อยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นก็ดีไปค่ะ แต่เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งแหกกฎ ทำลายกำแพงแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ละเลยหน้าที่ที่ควรกระทำ เบื้องปลายของชีวิตย่อมไม่เป็นอย่างเบื้องต้นที่เริ่มเอาไว้อย่างสวยงาม ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอจึงสามารถแตะใจผู้ชมได้ไม่ยาก ทุกตัวละครมีเหตุมีผล มีพัฒนาการจาก 1 ไปถึงจุดสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด

“คนที่ฉีกทึ้งใจฉันเป็นเสี่ยง ศัตรูที่ฉันเข่นฆ่า คู่ชีวิตที่ฉันแสนเค้นและคนที่ฉันรักสุดหัวใจ
คนที่เป็นทั้งศัตรูและเพื่อน เขาเป็นทั้งเพื่อนคู่ใจและศัตรูที่แสนโหดร้าย…สามี”

เจ็บปวดกว่านี้มีอีกไหม? กาลเวลาที่ยาวนานมันทำใจลำบากในการมูฟออน แต่จะให้อยู่ต่อก็ทำต่อไปไม่ได้ สุดท้ายคนที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดคือผลผลิตที่ร่วมสร้างมาด้วยกัน

อยากรู้เหมือนกันค่ะว่าเรื่องนี้จะกวาดไปกี่รางวัล คาดหวังไว้สูงเลยละกับรางวัลที่พวกเขาจะได้รับโดยเฉพาะ Jeon Jin Seo ที่รับบท จุนยอง น้องเป็นเด็กวัยรุ่นที่เกิดเมื่อปี 2006 ถึงวันนี้ก็วัยกำลังกรุบเลยทีเดียวค่ะ ผ่านผลงานการแสดงมาทั้ง TV Movies และ Drama Series รวม ๆ แล้วก็กว่า 30 เรื่อง โอ้โห ประสบการณ์แน่นอยู่นะ เพราะอยู่ในวงการบันเทิงเกาหลีมาตั้งแต่ปี 2012 ด้วยผลงานเรื่องแรก Can’t Live Without You ออกอากาศทางช่อง MBC เล่นเป็น Kim Chi Do วัยเด็ก

ไมเคิล มานน์ เดินหน้าสร้างภาคก่อนหน้า และภาคต่อของ HEAT
น้องเล่นซีรีส์ดัง ๆ หลายเรื่องเลยนะยกตัวอย่างเบา ๆ ก็ The Master’s Sun , The Heirs ,My Love From the Star แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่จดจำของอิป้าแถวนี้ก็ขอยกให้ ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Mr. Sunshine รับบทเป็น Eugene Choi ได้ข่าวว่าเรื่องนี้น้องได้รับคำชมในฐานะนักแสดงที่ดึงดูดความสนใจอย่างล้นหลาม

เมื่อพูดถึงลูกแล้วก็ต้องพูดถึงพ่อกับแม่กันบ้าง เรื่องนี้ได้ Kim Hee ae นักแสดงมือรางวัล ดีกรีระดับชาติของเกาหลีมารับบท จีซอนอู เธอเป็นตัวแม่ของวงการที่กวาดรางวัลมากว่า 30 รางวัล จริง ๆ แล้วนางได้รางวัลเกือบทุกเรื่องที่นางแสดงเลยค่ะ ซึ่งล่าสุดก็คว้ารางวัล Best Actress และ Actress of the Year จากภาพยนตร์เรื่อง Herstory มาอีก

ส่วน Park Hae Joon ที่รับบทเป็น อีแทโอ สามีที่เห็นแก่ตัวสุด ๆ ชายจนตรอกแสนกระจอกที่ไม่สามารถผงาดขึ้นมาได้ด้วยตัวเองถ้าขาดผู้หญิงคอยสนับสนุน พ่อที่เคยเป็นฮีโรในสายตาลูก แต่สุดท้ายก็ทำให้ลูกผิดหวังจนเกินรับไหว ผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงครึ่งโลกเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ แม้ว่า Park Hae Joon จะมีผลงานมามากมาย เป็นนักแสดงที่งานแน่นคนหนึ่งแต่ในไทยก็ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเท่าไหร่ (เพราะส่วนใหญ่เล่นบทสมทบ) จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเขาคือคนเดียวกันกับ มูแบค นักรบผู้กล้าของชนเผ่า จากซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Arthdal Chronicles (อาธดัล สงครามสยบบัลลังก์)

ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกของ Park Hae Joon ที่ได้รับบทนำที่เด่นจนผู้หญิงหลายคนแทบอยากจะถุยน้ำลายใส่ ก็การันตีฝีมือได้เลยว่านักแสดงชายคนนี้ ไม่ธรรมดา